| |||||
ยืนยันแล้ว iPhone 6 เปิดตัว 9 กันยายนนี้ แน่นอน!
ข่าวล่ามาแรง iPhone 6 จะรองรับ NFC แล้ว
จริงๆ ข่าวลือเกี่ยวกับ NFC บน iPhone นั้น มีมาตั้งแต่ iPhone 5 แต่ก็ยังไม่มี iphone รุ่นไหน รองรับ NFC ได้ เนื่องจากแอปเปิล ให้เหตุผลว่า NFC ยังใช้ไม่แพร่หลายเท่าที่ควร แต่ในครั้งนี้ คิดว่า น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้ว ที่แอปเปิล จะปล่อยเทคโนโลยี NFC มาพร้อมกับ iPhone 6 ซึ่งแหล่งข่าวคาดว่า น่าจะใช้ร่วมกับ Bluetooth และระบบ Touch ID อีกด้วย ส่วนข้อมูลจริงจะเป็นอย่างไร ติดตามกันได้ 9 กันยายนนี้ครับ - phonearena.com
ภาพหลุด iPhone 6 เครื่องจริง มาแล้ว!
ส่วนกำหนดการเปิดตัว iPhone 6 คาดว่า เป็นวันที่ 9 กันยายนนี้ เว็บไซต์ techmoblog รายงานสดนะครับ - gsmarena.com
หลุดภาพ คู่มือการใช้งาน iPhone 6 ระบุวันเปิดตัวชัดเจน 9 กันยายนนี้
โดยเมื่อปีที่ผ่านมา เว็บไซต์ Nowhereelse ได้เคยเผย รูปคู่มือการใช้งาน iPhone 5S ออกมาก่อนที่จะเปิดตัวไม่นานอีกด้วย -phonearena.com
เมื่อ Samsung Galaxy Alpha ปะทะ iPhone 6 ดีไซน์แบบไหน โดนใจที่สุด
อย่างไรก็ดี ภาพข้างต้น ยังคงเป็นแค่ ภาพเรนเดอร์ iPhone 6 เท่านั้น ต้องติดตามกันในวันที่ 9 กันยายนนี้ครับว่า iPhone 6 จะมีหน้าตาเหมือนกับ ภาพเรนเดอร์ชุดนี้หรือไม่ - phonearena.com
พบโค้ดลับบน iOS 8 ระบุความละเอียดหน้าจอ iPhone 6
โดยข้อมูลนี้ ค่อนข้างผิดคาดจาก ข่าวลือความละเอียดหน้าจอ iPhone 6 ก่อนหน้านั้น ซึ่งระบุไว้ที่ 960 x 1704 พิกเซล (เทียบกับ iPhone 5S ความละเอียดหน้าจออยู่ที่ 640 x 1136 พิกเซล) นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ ยังคาดว่า ถ้าหาก ความละเอียดหน้าจอ iPhone 6 อยู่ที่ 828 x 1472 พิกเซล เท่ากันทั้ง 2 รุ่น จะทำให้ iPhone 6 หน้าจอ 5.5 นิ้ว มี ppi น้อยกว่ารุ่นหน้าจอ 4.7 นิ้วครับ โดยคาดว่า iPhone 6 หน้าจอ 4.7 นิ้ว มีความละเอียดที่ 359 ppi, หน้าจอ 5.5 นิ้ว อยู่ที่ 307 ppi ส่วน iPhone 5S อยู่ที่ 326 ppi ครับ
กสทช. มาเอง อนุญาตให้จำหน่าย iPhone 6 ในไทยได้แล้ว!
iPhone 6 มีให้เลือก 2 ขนาดหน้าจอจริง โดยโมเดลที่ขออนุญาตนำเข้าก็คือ รหัส A1586 และ A1524 ซึ่งได้รับการอนุมัติไปเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม และถือว่า เร็วกว่าปีที่ผ่านมา โดย iPhone 5S และ iPhone 5C มีการขออนุญาตนำเข้าในวันที่ 16 กันยายน 2556 และได้รับการอนุมัติในวันที่ 25 กันยายน 2556 ซึ่งการขออนุญาตนำเข้าที่เร็วกว่ากำหนดการเดิมในปีที่ผ่านๆ มาครั้งนี้ ถือว่า เป็นสัญญาณที่ดีที่ ประเทศไทย จะติดโผรายชื่อ ประเทศที่วางจำหน่าย iPhone 6 รอบแรก เช่นเดียวกับ ฮ่องกง และ สิงคโปร์ ครับ นอกจากนี้ ทาง กสทช. ยังระบุว่า ข้อมูลการขออนุญาตนำเข้า iPhone 6 นั้น ไม่ถือว่า เป็นการเปิดเผยความลับของแอปเปิล แต่ถ้าเป็นข้อมูลสเปค และรายละเอียดต่างๆ ถือว่า เป็นความลับที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ครับ -macrumors.com
iPhone 6 เครื่องจริง โผล่บน Twitter
อย่างไรก็ดี ภาพ iPhone 6 ชุดนี้ ยังไม่ได้รับการยืนยันว่า เป็นของจริงหรือไม่ครับ - phonearena.com
iPhone 6 เปิดตัว 9 กันยายนนี้
โดยแหล่งข่าวเผยว่า วันที่ 9 กันยายน ที่จะถึงนี้ แอปเปิล จะเปิดตัว iPhone 6 พร้อมกัน 2 รุ่น นั่นก็คือ รุ่นหน้าจอ 4.7 นิ้ว และ 5.5 นิ้ว ก่อนจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ วันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา ทาง Re/code เป็นอีกเว็บไซต์หนึ่งที่รายงาน วันเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Apple ได้แม่นยำ โดยเป็นทีมงานของ AllThingsD เดิม และล่าสุด ทาง Wall Street Journal และ Bloomberg ได้ยืนยันวันเปิดตัว iPhone 6 ตาม Re/code แล้วครับ -macrumors.com นี่สิสวยของจริง กับภาพ iPhone 6 concept ชุดล่าสุด ถ้าหาก iPhone 6 มีดีไซน์และสเปคตามนี้จริง คงจะดีไม่ใช่น้อยครับ - yankodesign.com
คนในแอปเปิล ยืนยันเอง รูป iPhone 6 จาก หลินจื้ออิง เป็นของจริง!!
โดยเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา หลินจื้ออิง เคยถ่ายรูปคู่กับ iPhone 5 มาแล้วก่อนเปิดตัว และตัวเครื่อง iPhone 5 ก็มีลักษณะตามที่เจ้าตัวถืออยู่จริง ทำให้ครั้งนี้ แหล่งข่าวเชื่อว่า iPhone 6 น่าจะมีดีไซน์เหมือนกับที่ หลินจื้ออิง ถืออยู่ เนื่องจาก หลินจื้ออิง มีคนสนิทที่ใกล้ชิดกับการทดสอบ ตัวเครื่อง iPhone นั่นเอง - phonearena.com
ภาพหลุด iPhone 6 ทั้งหน้าจอ 4.7 นิ้ว และ 5.5 นิ้ว แบบชัดๆ!!
iPhone 6 เปิดตัว 19 กันยายนนี้
โดยทาง Tencent เผยว่า แอปเปิล จะเปิดตัว iPhone 6 หน้าจอ 4.7 นิ้วก่อน แล้วตามมาด้วย iPhone 6 หน้าจอ 5.5 นิ้ว ซึ่งข้อมูลนี้ ขัดแย้งกับทาง Bloomberg ที่เผยเมื่อเร็วๆ นี้ว่า แอปเปิล จะเปิดตัว iPhone 6 ทั้ง 2 ขนาดหน้าจอพร้อมกัน ไม่เพียงเท่านั้น รายงานข่าวยังเผยอีกว่า iPhone 6 จะมีให้เลือกแค่ 2 ขนาดความจุเท่านั้น นั่นก็คือ 32 GB และ 64 GB โดย iPhone 6 หน้าจอ 4.7 นิ้ว ความจุ 32 GB ราคาอยู่ที่ 5,288 หยวน หรือราวๆ 27,000 บาท ส่วนความจุ 64 GB อยู่ที่ 6,288 หยวน หรือราวๆ 32,000 บาทครับ - bgr.com
iPhone 6 จะแพงขึ้นอีก 3,000 บาท
โดย Peter Misek เผยว่า ทางแอปเปิล กำลังเจรจากับผู้ให้บริการหลายราย ในการขึ้นราคา iPhone 6 เพิ่มขึ้นอีก $100 ทั้งในส่วนของเครื่องเปล่า และเครื่องที่ติดสัญญา ซึ่งตอนนี้ ยังไม่มีข้อมูลว่า ผู้ให้บริการเห็นด้วยหรือไม่ แต่ก็มีสิทธิ์ที่จะปรับราคาตามคำร้องขอจากแอปเปิล เนื่องจาก iPhone เปิดตัวปีละรุ่น และเป็นรุ่นที่ได้รับความสนใจมากนั่นเอง ส่วนสาเหตุที่ต้องขึ้นราคา iPhone 6 ตอนนี้ยังไม่มีใครทราบรายละเอียดที่แน่นอนครับ แต่คาดว่า น่าจะเป็นเพราะ ขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น ความละเอียดสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นกว่าเดิม แต่กลยุทธ์การขาย iPhone ที่ราคาแพงกว่าคู่แข่ง จะใช้ได้ผลหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไปครับ - businessinsider.com
พบหลักฐานยืนยัน iPhone 6 หน้าจอใหญ่ขึ้นจริง
โดยข้อมูลดังกล่าว ระบุความยาวของ iPhone 6 อยู่ที่ 5.9 นิ้ว ส่วนความกว้างอยู่ที่ 3.3 นิ้ว เทียบกับ iPhone 5S แล้ว ที่มีขนาดอยู่ที่ 4.87 x 2.32 นิ้ว ซึ่งถือว่า ใหญ่กว่ามาก นอกจากนี้ ทาง Nowhereelse ยังได้คำนวณขนาดหน้าจอคร่าวๆ อยู่ที่ราวๆ 5 นิ้วครับ สำหรับ ข่าวลือ เรื่อง iPhone 6 หน้าจอใหญ่ขึ้นนั้น เริ่มลือกันมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว โดยคาดกันว่า iPhone 6 จะมีให้เลือกถึง 2 ขนาดหน้าจอด้วยกัน ได้แก่ 4.7 นิ้ว และ 5.5 นิ้ว ที่เรียกได้ว่า ออกมาต่อกรกับ ตลาดมือถือจอใหญ่ ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในตอนนี้ ซึ่งหลายแบรนด์ชื่อดัง ต่างเปิดตัว สมาร์ทโฟนจอใหญ่ ออกมากันหมดแล้ว เหลือแต่ แอปเปิล เพียงเจ้าเดียว ซึ่ง iPhone หน้าจอใหญ่ที่สุด อยู่ที่ขนาด 4 นิ้ว เท่านั้น - digitaltrends.com
iPhone 6 มาพร้อมหน้าจอไร้ขอบ
ไม่เพียงเท่านั้น แหล่งข่าวยังเผยอีกว่า แอปเปิล กำลังพัฒนา iPhone 6 ตัวต้นแบบ ที่มาพร้อมกับหน้าจอแบบไร้ขอบ และเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ที่สามารถอ่านลายนิ้วมือได้บนจอภาพ ไม่ใช่เฉพาะบน ปุ่ม Home อย่างเดียว ซึ่งก่อนหน้านั้น ก็เคยมีข่าวออกมาว่า Samsung Galaxy S5 จะสามารถอ่านลายนิ้วมือบนหน้าจอได้เช่นเดียวกัน ส่วนทางสำนักข่าว Bloomberg ได้เผยว่า iPhone 6 จะมาพร้อมหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมครับ - macrumors.com iPhone 6 จะรองรับ NFC แล้ว [ข่าวลือ] นอกจากนี้ บริษัท Morgan Stanley ยังเชื่ออีกว่า แอปเปิล จะสามารถทำให้ เทคโนโลยี NFC เป็นที่แพร่หลายในสหรัฐฯ ได้ หลังจากที่ก่อนหน้านั้น แอปเปิล ได้พยายามหลีกเลี่ยง NFC มาโดยตลอด แล้วหันไปใช้ เทคโนโลยีอย่างอื่นแทน เช่น AirDrop หรือ iBeacons ส่วนบริษัท ที่คาดว่า จะเป็นผู้ผลิตชิป NFC ให้กับแอปเปิล ก็คือ บริษัท NXP ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิป M7 บน iPhone 5S มาแล้วนั่นเอง นอกจาก Morgan Stanley แล้ว ทาง Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์คนดัง ก็ยังเชื่อว่า iPhone 6 จะรองรับเทคโนโลยี NFC ด้วยเช่นกันครับ - macrumors.com iPhone 6 มาพร้อมกล้อง 10 ล้านพิกเซล เปลี่ยนเลนส์ได้โดยข้อมูลข้างต้น สอดคล้องกับ สิทธิบัตรฉบับใหม่แกะกล่องของ แอปเปิล ที่เพิ่งได้รับการอนุมัติเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ กับความสามารถในการถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ ซึ่ง resin lenses ตามรายงานข่าวนี้ ผลิตโดยบริษัท JSR ในประเทศญี่ปุ่นครับ โดยใช้แบรนด์ชื่อว่า Arton ซึ่งความพิเศษของเลนส์ชนิดนี้ก็คือ ทนความร้อนได้ดี นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติในการยึดเกาะดีอีกด้วย อย่างไรก็ดี ข้อมูลดังกล่าว ยังไม่ได้รับการยืนยันจาก แอปเปิล ว่า เป็นความจริงหรือไม่ - phonearena.com
iPhone 6 มีระบบป้องกันภาพสั่นไหว (OIS) แล้ว
iPhone 6 (ไอโฟน 6) อาจมาพร้อมปากกา Stylus [ข่าวลือ]
นอกจากนี้ ยังมี ข่าวลือ อีกว่า iPhone 6 (ไอโฟน 6) นั้น ยังมีการป้องกันรหัสผ่านแบบใหม่ โดยใช้ gesture motion หรือการเคลื่อนไหว และไปถึงการใช้ mini barcode scanner อีกด้วย ซึ่งภายในสิ้นปีนี้ iPhone 5S (ไอโฟน 5s) หรือ iPhone 6 (ไอโฟน 6) จะเปิดตัว คงจะได้ทราบกันในเร็วๆ นี้ครับ - gsmarena.com นักวิเคราะห์เชื่อ iPhone 6 (ไอโฟน 6) ราคาแพงขึ้น โดย Chris Caso เผยว่า สาเหตุที่ iPhone 6 จะต้องขึ้นราคา เนื่องจากใช้วัสดุผลิตที่ดีขึ้น และแพงขึ้น แต่ Apple อาจจะต้องการรักษา กำไรสุทธิ เท่าเดิม จึงจำเป็นต้องเพิ่มราคานั่นเอง ซึ่งนอกจาก iPhone 6 จะมีขนาดหน้าจอใหญ่ขึ้นแล้ว (ตามข่าวเผยว่า อยู่ที่ราวๆ 4.5 นิ้ว - 6 นิ้ว) ต้นทุนหลักๆ อยู่ที่ระบบประมวลผล ที่เร็วขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง อย่างไรก็ดี ข้อมูลดังกล่าว เป็นเพียงบทวิเคราะห์จาก Chris Caso เท่านั้นนะครับ ไม่ได้หมายความว่า iPhone 6 จะราคาแพงขึ้นจริงตามข้อมูลข้างต้น อีกอย่าง ยังไม่เคยปรากฏข้อมูลว่า Apple เพิ่มราคา iPhone ถ้าหากเปลี่ยนเป็นวัสดุที่แพงขึ้นด้วย - phonearena.com
ข่าว และ บทความ iPhone 6 (ไอโฟน 6) ที่เกี่ยวข้อง
- เมื่อ Samsung Galaxy Alpha ปะทะ iPhone 6 ดีไซน์แบบไหน โดนใจที่สุด- เผยภาพดัมมี่ iPhone 6 พบเลนส์กล้องด้านหลังเปลี่ยนไป - มาให้ชมทั้งกล่อง กับภาพหลุด iPhone 6 ชุดล่าสุด โผล่ว่อนเน็ต - ลือว่อนเน็ต iPhone 6 มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 2100 mAh - มาเต็มๆ แบบไม่หมกเม็ด กับภาพ iPhone 6 โผล่บน Twitter! - ไม่ใช่แค่จอใหญ่ แต่ iPhone 6 หน้าจอ 5.5 นิ้ว ยังแรงกว่ารุ่นหน้าจอ 4.7 นิ้วด้วย - iPhone 6 จะรองรับ NFC แล้ว [ข่าวลือ] - ลืออีกรอบ แอปเปิล เตรียมจัดงานเปิดตัว iPhone 6 พร้อม iOS 8 กลางเดือนกันยายนนี้ - นี่สิสวยของจริง กับภาพ iPhone 6 concept ชุดล่าสุด - แอปเปิล เล็งใส่กล้องความละเอียด 13 ล้านพิกเซล ลงใน iPhone 6 [ข่าวลือ] - หลุดราคา iPhone 6 จากญี่ปุ่น ชาวเน็ตช็อค ราคาแพงเกือบทะลุ 5 หมื่นบาท - iPhone 6 หน้าจอ 5.5 นิ้ว มีให้เลือกแค่รุ่นความจุ 128 GB - iPhone 6 เปิดตัว 19 กันยายนนี้ - สื่อนอกยืนยัน iPhone 6 เปิดตัวพร้อมกัน 2 รุ่น จุดขายหลักของ iPhone 6 หน้าจอ 5.5 นิ้วคือ OIS ที่อีกรุ่น ไม่มี! - ภาพหลุดแรก ชิ้นส่วนหน้าจอ iPhone 6 ขนาด 5.5 นิ้ว มาแล้ว! - มากันเป็นคลิป เปรียบเทียบ iPhone 6 หน้าจอ 5.5 นิ้ว ตัวเครื่องใหญ่กว่า Galaxy Note 3 - รวม ภาพหลุด iPhone 6 และ iPhone 6 concept ที่ ว้าววววว สุดๆ - คนในแอปเปิล ยืนยันเอง รูป iPhone 6 จาก หลินจื้ออิง เป็นของจริง!! - จริงหรือหลอก? หลุดสเปค พร้อมข้อมูล iPhone 6 ในรูปแบบคลิปวีดีโอ - ภาพหลุด iPhone 6 ทั้งหน้าจอ 4.7 นิ้ว และ 5.5 นิ้ว แบบชัดๆ!! - ฮือฮากระหึ่มโลกโซเชียล เมื่อ หลินจื้ออิง โพสภาพคู่ iPhone 6!! - iPhone 6 มาพร้อม NFC และรองรับการชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สายแล้ว [ข่าวลือ] - ลืออีก iPhone 6 หน้าจอ 5.5 นิ้ว ใช้ชื่อ iPhone 6 Pro แพงกว่า iPhone 6 Air หน้าจอ 5.5 นิ้ว $100 - ภาพหลุด เครื่องดัมมี่ iPhone 6 แบบชัดๆ - iPhone 6 จะรองรับ NFC แล้ว [ข่าวลือ] - iPhone 6 อาจมาพร้อมหน้าจอความละเอียด 1704 x 960 พิกเซล - หลุดภาพ iPhone 6 พิสูจน์คุณสมบัติในการกันน้ำได้ !! - หลุดอีก ภาพ dummy ตัวเครื่อง iPhone 6 ที่ว่ากันว่า เหมือนของจริงมากที่สุด - เทียบกันชัดๆ กับคลิปหลุด iPhone 6 vs iPhone 5S ตอกย้ำ ตัวเครื่องบางลงจริง - มาอีกชุด ภาพเรนเดอร์ iPhone 6 ที่ว่ากันว่า เหมือนของจริงมากที่สุด! - iPhone 6 จะแพงขึ้นอีก 3,000 บาท [ข่าวลือ] - ภาพหลุด เคส iPhone 6 ยืนยัน ดีไซน์เปลี่ยน - หลุดสเปค iPhone 6 มาพร้อม RAM 1 GB และ NFC ส่วน Touch ID ย้ายไปบนหน้าจอ - เผยภาพเรนเดอร์ iPhone 6 ที่ว่ากันว่า คล้ายของจริงมากที่สุด! - พบหลักฐานยืนยัน iPhone 6 หน้าจอใหญ่ขึ้นจริง - วงในเผย iPhone 6 เปิดตัวพร้อมกัน 2 รุ่น ในเดือนกันยายนนี้ - หลุดสเปค iPhone 6 ใช้ชิป A8 และหน้าจอแบบ Ultra Retina - iPhone 6 ดีไซน์คล้าย iPhone 5C [ข่าวลือ] - ชมคอนเซปท์ iPhone Air ไอโฟนหน้าจอใหญ่ ตัวเครื่องบาง น่าใช้สุดๆ - iPhone 6 จะมาพร้อมหน้าจอแบบ Sapphire แข็งแรงกว่า Gorilla Glass - ลือ iPhone มีหน้าจอ 2 ขนาดให้เลือก ส่วนไอโฟนหน้าจอใหญ่ อาจไม่ได้นำหน้าชื่อว่า iPhone - ภาพหลุด iPhone 6 มาแล้ว! - iPhone 6 มาพร้อมหน้าจอไร้ขอบ - iPhone 6 มาพร้อมกล้อง 10 ล้านพิกเซล แบบ Resin lenses เปลี่ยนเลนส์ได้ ! - แอปเปิลเลือกแล้ว หน้าจอ iPhone 6 อยู่ที่ 4.8 นิ้ว - iPhone 6 มาพร้อมระบบ กันภาพสั่นไหว - Apple เล็งเปิดตัว iPhone 2 รุ่น หน้าจอใหญ่ขึ้น ในปีนี้ [ข่าวลือ] - ชม iPhone 6 concept ใช้ EYE ID สแกนม่านตา เพื่อปลดล็อค แทน Touch ID - นักวิเคราะห์เชื่อ iPhone 6 (ไอโฟน 6) ราคาแพงขึ้น - iPhone 6 (ไอโฟน 6) อาจมาพร้อมปากกา Stylus [ข่าวลือ] - พบข้อมูล iPhone 6 (ไอโฟน 6) และ iOS 7 ในไฟล์ล็อคของนักพัฒนา |
Search
วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2557
iPhone 6 (ไอโฟน 6) อัพเดท สเปค และ ราคา ล่าสุด [31-ส.ค.-57]: หลุดคลิป iPhone 6 ไม่ใช่แค่โชว์ตัวเครื่อง แต่เปิดใช้งานได้จริง พร้อมยืนยัน iPhone 6 เปิดตัว 9 กันยายนนี้ แน่นอน
วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2557
ประวัติ
ชื่อนายเชษฐา. พิตะพันธ์. ชื่อเล่นสายฟ้า
เกิดเมื่อวันที่ 13. ธันวาคม พ.ศ.2539
อยู่บ้านเลขที่ 90/1หมู่12ตำบล บุ่ง อำเภอเมือง. จังหวัดอำนาจเจริญ
กำลังคึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาที่ 6/3 รร.อำนาจเจริญ
ชื่อนายเชษฐา. พิตะพันธ์. ชื่อเล่นสายฟ้า
เกิดเมื่อวันที่ 13. ธันวาคม พ.ศ.2539
อยู่บ้านเลขที่ 90/1หมู่12ตำบล บุ่ง อำเภอเมือง. จังหวัดอำนาจเจริญ
กำลังคึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาที่ 6/3 รร.อำนาจเจริญ
วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557
วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
บุญเดือนสาม
บุญข้าวจี่หรือบุญเดือนสาม
ข้าวจี่ เป็นอาหารชนิดหนึ่งของคนอีสาน อาจจะถือกำเนิดขึ้นโดยการที่ขณะที่นั่งฝิงไฟในหน้าหนาว และเป็นช่วงที่เก็บเกี่ยวข้าวแล้วเสร็จใหม่ๆ โดยธรรมชาติของข้าวใหม่ก็มีกลิ่นหอมอยู่แล้ว ในขณะที่นั่งฝิงไฟอยู่นั้นก็เอาข้าวเหนียวที่นึ่งแล้วมาปั้นโรยเกลือทาไข่ไก่ นำมาอังไฟหรือนำมาย่างไฟให้เกรียมก็ถือว่าสุกแล้วและรับประทานได ้เพราะโดยอุปนิสัยเนื้อแท้ของคนอิสานแล้วเป็นคนที่ขยันและช่างคิดอยู่แล้วและต่อ มาได้นำข้าวจี่นี้ไปถวายพระจนกระทั่งได้กลายมาเป็นประเพณีงานบุญข้าวจี่มาจนถึงทุกวันนี้ การทำบุญให้ทานมีข้าวจี่เป็นต้นเรียกว่า"บุญข้าวจี่"และนิยมทำกันในช่วงเดือนสามข้างแรม จนกระทั้ง มีคำผญาอีสานโบราณท่านได้แต่งผญาไว้ว่า... "เดือนสามค้อยเจ้าหัว คอยปั้นข้าวจี่ ข้าวจี่บ่ใส่น้ำอ้อยจัวน้อยหลั่งน้ำตา" เกี่ยวกับเรื่องประเพณีบุญเดือนสามนี้ นักปราชญ์อีสานโบราณได้แต่งผญาไว้ว่า...
ฮอดเดือนสามท้องฟ้าปลอดโปร่งสดใส
ไปทางใดเห็นแต่คนใจบุญซั่วแซวเต็มคุ้ม
เหลียวเห็นซุมสาวน้อยพากันปันข้าวจี่
เฮือนละห้าสี่ปั้นพอได้ออกใส่บุญ
พ่องกันบีบข้าวปุ้นตกแต่งอาหาร
มีเทิงหวานเทิงคาวหนุ่มสาวมาโฮมต้อม
สำหรับมูลเหตุของเรื่องนี้มีปรากฎในหนังสือธรรมบทว่าในสมัยหนึ่งนางปุณณทาสีได้ทำขนมแป้งจี่(ข้าวจี่) ที่ทำจากรำข้าวอย่างละเอียดถวายแด่พระพุทธเจ้าและพระอานนท์ นางคิดว่าเมื่อพระพุทธองค์กับพระอานนท์รับแล้วคงไม่ฉันเพราะอาหารที่เราถวายไม่ใช่อาหารที่ดีหรือประณึตอะไรคงจะโยนให้หมู่กา และสุนัขกินเสียกลางทางพระพุทธเจ้าทรงทราบวาระจิตของนางและเข้าใจในเรื่องที่นางปุณณทาสีคิดจึงได้สั่งให้ พระอานนท์ผู้เป็นพุทธอุปัฎฐากได้ปูลาดอาสนะลงแล้วประทับนั่งฉันสุดกำลังและในตอนท้าย หลังการทำภัตตกิจด้วยขนมแป้งจี่เรียบร้อยแล้ว พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมให้ฟังจนกระทั่งนางปุณณทาสีได้บรรลุโสดาบัน เป็นอริยอุบาสิกาเพราะมีข้าวจี่เป็นมูลเหตุ ด้วยความเชื่อแบบนี้ คนอีสานโบราณจึงได้จัดแต่งให้บุญข้าวจี่ทุกๆปี ไม่ได้ขาด ดั่งที่ปรากฎในผญาซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า...
ยามเมื่อถึงเดือนสามได้พากันเอาบุญข้าวจี่
ตั้งหากธรรมเนียมนี้มีมาแท้ก่อนกาล
ได้เฮ็ดกันทุกบ้านทุกถิ่นเอาบุญ
อย่าได้พากันไลเสียฮีตบุญคองเค้า
นอกจากนี้แล้วได้มีการเพิ่มการทำบุญอีกอย่างหนึ่งเข้ามาในเดือนนี้ นั้นก็คือบุญมาฆะบูชา เพราะว่าวันมาฆะบูชานั้นเป็นวันที่มีความสำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง ถือได้ว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงวางรากฐานของพุทธศาสนา โดยพระองค์ได้ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ ท่ามกลางพระอรหันต์สาวกจำนวน ๑,๒๕๐ รูป ณ วฬุวันมหาวิหาร ในเวลาตะวันบ่ายคล้อย ซึ่งเป็นวันเพ็ญเดือนสามหรือที่ภาษาบาลีเรียกว่า"มาฆมาส" สำหรับโอวาทปาฏิโมกข์หรือหลักการของพุทธศาสนาที่สำคัญที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้นั้นมี ๓ ข้อ คือ...
๑.การไม่ทำบาปทั้งปวง
๒. การทำความดีให้ถึงพร้อม
๓. การทำจิตใจให้บริสุทธิผ่องแผ้ว
การทำบุญในวันมาฆะบูชานี้ เพื่อเป็นการบูชาให้ถูกต้องตามหลักการของคำว่า "มาฆะบูชา"ที่แปลว่า การบูชาพระรัตนตรัยในวันเพ็ญเดือนมาฆะหรือเดือนสามนอกเหนือจากการบูชาตามปกติของวันสำคัญทางพุทธศาสนาด้วยการสมทานศีล ฟังธรรม ถวายทาน และเวียนเทียนแล้ว ควรจะมีการปฏิบัติตามหลักของพระพุทธศาสนา หรือที่เรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์ดังที่ได้กล่าวแล้วด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นการปฏิบัติบูชา ซึ่งเป็นการบูชาที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่าเป็นยอดแห่งการบูชาทั้งปวง..
ฮอดเดือนสามท้องฟ้าปลอดโปร่งสดใส
ไปทางใดเห็นแต่คนใจบุญซั่วแซวเต็มคุ้ม
เหลียวเห็นซุมสาวน้อยพากันปันข้าวจี่
เฮือนละห้าสี่ปั้นพอได้ออกใส่บุญ
พ่องกันบีบข้าวปุ้นตกแต่งอาหาร
มีเทิงหวานเทิงคาวหนุ่มสาวมาโฮมต้อม
สำหรับมูลเหตุของเรื่องนี้มีปรากฎในหนังสือธรรมบทว่าในสมัยหนึ่งนางปุณณทาสีได้ทำขนมแป้งจี่(ข้าวจี่) ที่ทำจากรำข้าวอย่างละเอียดถวายแด่พระพุทธเจ้าและพระอานนท์ นางคิดว่าเมื่อพระพุทธองค์กับพระอานนท์รับแล้วคงไม่ฉันเพราะอาหารที่เราถวายไม่ใช่อาหารที่ดีหรือประณึตอะไรคงจะโยนให้หมู่กา และสุนัขกินเสียกลางทางพระพุทธเจ้าทรงทราบวาระจิตของนางและเข้าใจในเรื่องที่นางปุณณทาสีคิดจึงได้สั่งให้ พระอานนท์ผู้เป็นพุทธอุปัฎฐากได้ปูลาดอาสนะลงแล้วประทับนั่งฉันสุดกำลังและในตอนท้าย หลังการทำภัตตกิจด้วยขนมแป้งจี่เรียบร้อยแล้ว พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมให้ฟังจนกระทั่งนางปุณณทาสีได้บรรลุโสดาบัน เป็นอริยอุบาสิกาเพราะมีข้าวจี่เป็นมูลเหตุ ด้วยความเชื่อแบบนี้ คนอีสานโบราณจึงได้จัดแต่งให้บุญข้าวจี่ทุกๆปี ไม่ได้ขาด ดั่งที่ปรากฎในผญาซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า...
ยามเมื่อถึงเดือนสามได้พากันเอาบุญข้าวจี่
ตั้งหากธรรมเนียมนี้มีมาแท้ก่อนกาล
ได้เฮ็ดกันทุกบ้านทุกถิ่นเอาบุญ
อย่าได้พากันไลเสียฮีตบุญคองเค้า
นอกจากนี้แล้วได้มีการเพิ่มการทำบุญอีกอย่างหนึ่งเข้ามาในเดือนนี้ นั้นก็คือบุญมาฆะบูชา เพราะว่าวันมาฆะบูชานั้นเป็นวันที่มีความสำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง ถือได้ว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงวางรากฐานของพุทธศาสนา โดยพระองค์ได้ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ ท่ามกลางพระอรหันต์สาวกจำนวน ๑,๒๕๐ รูป ณ วฬุวันมหาวิหาร ในเวลาตะวันบ่ายคล้อย ซึ่งเป็นวันเพ็ญเดือนสามหรือที่ภาษาบาลีเรียกว่า"มาฆมาส" สำหรับโอวาทปาฏิโมกข์หรือหลักการของพุทธศาสนาที่สำคัญที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้นั้นมี ๓ ข้อ คือ...
๑.การไม่ทำบาปทั้งปวง
๒. การทำความดีให้ถึงพร้อม
๓. การทำจิตใจให้บริสุทธิผ่องแผ้ว
การทำบุญในวันมาฆะบูชานี้ เพื่อเป็นการบูชาให้ถูกต้องตามหลักการของคำว่า "มาฆะบูชา"ที่แปลว่า การบูชาพระรัตนตรัยในวันเพ็ญเดือนมาฆะหรือเดือนสามนอกเหนือจากการบูชาตามปกติของวันสำคัญทางพุทธศาสนาด้วยการสมทานศีล ฟังธรรม ถวายทาน และเวียนเทียนแล้ว ควรจะมีการปฏิบัติตามหลักของพระพุทธศาสนา หรือที่เรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์ดังที่ได้กล่าวแล้วด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นการปฏิบัติบูชา ซึ่งเป็นการบูชาที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่าเป็นยอดแห่งการบูชาทั้งปวง..
วันมาฆบูชา
มาฆบูชา | ||||||||||||||||||||
| มาฆบูชา เป็นวันสำคัญของพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า เป็นวันเกิดพระธรรม ถือว่าเป็นวันที่ พระพุทธเจ้า ได้ประกาศ หลักธรรม คำสั่งสอนของพระองค์ เพื่อให้พระอรหันต์ทั้งหลาย ที่มาประชุมกันในวันนั้น นำไปเผยแผ่ วั น"มาฆบูชา" เป็นวันบูชาพิเศษที่ต้องทำในวันเพ็ญเดือนมาฆะ หรือในวันที่พระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ ( ซึ่งโดยปกติทำกันในกลางเดือน ๓ แต่ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ เดือนแปดสองแปด ก็เลื่อนไปกลางเดือน ๔ ) ถือกันว่าเป็นวันสำคัญ เพราะวันนี้ เป็นวันคล้ายกับ วันประชุมกันเป็นพิเศษ แห่งพระอรหันตสาวก โดยมิได้มีการนัดหมาย ซึ่งเรียกว่า วันจาตุรงคสันนิบาต ซึ่งได้มีขึ้น ณ บริเวณเวฬุวันมหาวิหาร หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นเวลานับได้ ๙ เดือน วันนี้เอง ที่พระพุทธองค์แสดง "โอวาทปาฎิโมกข์" ซึ่งถือกันว่า เป็นหลักคำสอนที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา | ||||||||||||||||||||
จาตุรงคสันนิบาต คือ การประชุมพร้อมด้วยองค์ ๔ คือ๑. วันนั้น เป็นวันมาฆปูรณมี คือวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำกลางเดือนมาฆะ จึงเรียกว่า มาฆบูชา ๒. พระภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย (สาเหตุของการชุมนุม) ๓. พระภิกษุทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์ ประเภทฉฬภิญญา คือ ได้อภิญญา ๖ ๔. พระภิกษุ เหล่านั้น ทั้งหมด ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง (เอหิภิกฺขุอุปสมฺปทา) | ||||||||||||||||||||
| โอวาทปาฏิโมกข์ เป็นหลักคำสอนที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้กล่าวถึง จุดหมาย หลักการ และวิธีการ ของพระพุทธศาสนาไว้อย่างครบถ้วน ๑. จุดหมายของพระพุทธศาสนา คือ พระนิพพาน (นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา) ๒. หลักการของพระพุทธศาสนา คือ ต้องมีความอดทน ในการฝึกตนเอง เพื่อบรรลุจุดหมาย (ขนฺติ ปรมํ ตโป ตีติกฺขา) ต้องประกอบด้วย ก. ไม่ทำความชั่วโดยประการทั้งปวง ทั้งทางกาย วาจา และทางใจ (สพฺพปาปสฺส อรกณํ) ข. ทำความดีทั้งทางกาย วาจา และใจ (กุสลสฺสูปสมฺปทา) การไม่ทำความชั่วนั้น จะเรียกว่า เป็นคนดียังไม่ได้ การเป็นคนดี จะต้องทำความดี ทั้งทางกาย วาจา ใจ มิฉะนั้นแล้ว คนปัญญาอ่อน คนเป็นอัมพาต เป็นต้น ก็จะเป็นคนดีไปหมด ค. การชำระจิตใจให้สะอาด ผ่องใส สงบ (สจิตฺตปริโยทปนํ) ๓. วิธีการที่จะบรรลุจุดหมาย คือ ต้องฝึกอบรมตนแบบต่อเนื่อง ให้เกิดมรรคสามัคคี คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ** รวมพลังกัน เหมือนเชือก ๘ เกลียว หรือให้มี ศีล สมาธิ และปัญญา รวมพลังกัน เหมือนเชือก ๓ เกลียว พัฒนากาย วาจา ใจ ให้พูดดี ทำดี คิดดี ไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ หรือ ราคะ โมสะ โมหะ ไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งกิเลส ตัณหา หรือความใคร่ ความอยากมี อยากเป็น แบบมืดบอด ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ที่มันเป็นไปไม่ได้ เช่น ไม่อยากเป็นคนเสื่อมลาภ, ยศ, สรรเสริญ, สุข เป็นต้น โดยอาศัยวิธีการดังต่อไปนี้. ก. ฝึกวาจา ระวังเสมอ มิให้กล่าวคำเท็จ คำหยาบ คำส่อเสียด คำเพ้อเจ้อ (อนูปวาโท) ข. ฝึกกาย ระวังเสมอมิให้มีการฆ่า ทำลายชีวิต ตลอดจนถึงการเบียดเบียนทางกาย (อนูปฆาโต) ค. ละเว้นข้อที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสห้ามไว้ และทำตามข้อที่พระพุทธองค์อนุญาต (ปาฎิโมกฺเข จ สํวโร) ง. รู้จักประมาณในการบริโภค อาหาร ตลอดจน รู้จักประมาณในการใช้สอยปัจจัย ๔ (มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺสมึ) จ. ฝึกตนอย่างจริงจัง ในที่ที่สงัดจากสิ่งรบกวน (ปนฺตนฺ จ สยนาสนํ) ฉ. ภาวนาอยู่เสมอ คือ พัฒนาตนเองให้พ้นจากอำนาจของกิเลสตัณหา การภาวนา หมายถึง การใช้ทั้งสมาธิ และวิปัสสนา แก้ปัญหา หรือจัดการกับกิเลส (อธิจิตฺเต จ อาโยโค) เป็นการตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอ มิให้จิตใจเศร้าหมอง ให้จิตใจผ่องใสอยู่เสมอ (สจิตฺตปริโยทปนํ) จุดหมาย หลักการ และวิธีการ ที่พระพุทธเจ้าได้ประกาศไว้จะเป็นไปด้วยดี และบรรลุวัตถุประสงค์ที่พระพุทธเจ้าทรงมุ่งหมายไว้นั้น พระองค์ได้ย้ำเตือนไว้ว่า จะต้องปฏิบัติตนให้เป็นอย่างบรรพชิต และเป็นอย่างสมณะ คือ เว้นจากความชั่วทุกประการ และเป็นผู้ปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่าง เพื่อระงับบาปอกุศล ได้แก่ ผู้ปฏิบัติธรรม เพื่อเป็นอริยบุคคล ทั้งไม่เบียดเบียนและไม่ก่อให้เกิดความเดือนร้อนแก่คนที่ประพฤติดี ปฏิบัติชอบทั้งหลาย (น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต) | ||||||||||||||||||||
หมายเหตุ
| ||||||||||||||||||||
วันวาเลนไทน์
วันวาเลนไทน์นั้นมีมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน ในกรุงโรมสมัยก่อนนั้น วันที่ 14 กุมภาพันธ์ จะเป็นวันเฉลิมฉลองของจูโนซึ่งเป็นราชินีแห่งเหล่าเทพและเทพธิดาของโรมัน ชาวโรมันรู้จักเธอในนามของเทพธิดาแห่ง อิสตรีและการแต่งงาน และในวันถัดมาคือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ก็จะเป็นวันเริ่มต้นงานเลี้ยงของ Lupercalia การดำเนินชีวิตของเด็กหนุ่มและเด็กสาวในสมัยนั้นจะถูกแยกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประเพณี อย่างนึง ซึ่งเด็กหนุ่มสาวยังสืบทอดต่อกันมา คือ คืนก่อนวันเฉลิมฉลอง Lupercalia นั้นชื่อของเด็กสาวทุกคนจะถูกเขียนลงในเศษกระดาษเล็ก ๆ และจะใส่เอาไว้ในเหยือก เด็กหนุ่มแต่ละคนจะดึงชื่อของเด็กสาวออกจากเหยือก แล้วหลังจากนั้นก็จะจับคู่กันในงานเฉลิมฉลอง บางครั้งการจับคู่นี้ ท้ายที่สุดก็จะจบลงด้วยการที่เด็กหนุ่มและเด็กสาวทั้งสองนั้นได้ตกหลุมรักกันและแต่งงานกันในที่สุด
ในรัชสมัยของ จักรพรรดิคลอดิอัสที่ 2 (Emperor Claudius II) แห่งกรุงโรม พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีใจคอดุร้ายและทรงนิยมการทำสงครามนองเลือด ได้ทรงตระหนักว่าเหตุที่ ชายหนุ่มส่วนมากไม่ประสงค์จะเข้าร่วม ในกองทัพเนื่องจากไม่อยากจากคู่รัก และครอบครัวไป จึงทรงมีพระราชโอง การสั่งห้ามมิให้มีการจัดพิธีหมั้นและแต่งงานกันในโรมโดยเด็ดขาด ทำให้ ประชาชนทุกข์ใจเป็นอย่างยิ่ง และขณะนั้น มีนักบุญรูปหนึ่งนามว่า เซนต์วาเลนไทน์ หรือวาเลนตินัส ซึ่งอาศัยอยู่ในโรมได้ ร่วมมือกับเซนต์มาริอัสจัดพิธีแต่งงานให้กับ ชาวคริสต์หลายคู่ และด้วยความปรารถนา ดีนี้เองจึงทำให้วาเลนไทน์ถูกจับและระ หว่างนี้ก็ยังคงส่งคำอวยพรวาเลนไทน์ ของเขาเองขณะที่เขาเป็นนักโทษ เป็นความเชื่อว่าวาเลนไทน์ได้ตกหลุมรักหญิง สาวที่เป็นลูกสาวของผู้คุมที่ชื่อจูเลีย ซึ่งได้มาเยี่ยมเขาระหว่างที่ถูกคุมขัง ในคืนก่อนที่วาเลนไทน์จะสิ้นชีวิตโดยการถูกตัดศีรษะ เขาได้ส่งจดหมายฉบับ สุดท้ายถึงจูเลีย โดยลงท้ายว่า “From Your Valentine”
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หลังจากนั้นศพของเขาได้ถูกเก็บไว้ที่โบสถ์พราซีเดส (Praxedes) ณ กรุงโรม จูเลียได้ปลูกต้นอามันต์ หรืออัลมอลต์สีชมพู ไว้ใกล้หลุมศพของวาเลนตินัส แด่ผู้เป็นที่รักของเธอ โดยในทุกวันนี้ ต้นอามันต์สีชมพูได้เป็นตัวแทนแห่งรักนิรันดรและมิตรภาพ อันสวยงาม และคำนี้ก็เป็นคำที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าเบื้องหลังความเป็นจริงของวาเลนไทน์จะเป็นตำนานที่มืดมัว แต่เรื่องราวยังคงแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกสงสาร ความกล้าหาญและที่สำคัญที่สุดเป็นเครื่องหมายของความโรแมนติค จึงไม่น่าประหลาดใจ เลยว่าในช่วงยุคกลางวาเลนไทน์เป็นนักบุญ ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในอังกฤษและฝรั่งเศส ต่อมาพระในนิกายโรมันคาทอลิกจึงเลือกให้ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความรักและดูเหมือนว่ายัง คงเป็นธรรมเนียมที่ชายหนุ่มจะเลือกหญิงสาวที่ตนเองพึงใจในวันวาเลนไทน์ สืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้
วันนักบุญวาเลนไทน์ (Saint Valentine's Day) หรือที่เป็นที่รู้จักว่า วันวาเลนไทน์ (Valentine's Day) ตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันประเพณีที่คู่รักบอกให้กันและกันทราบเกี่ยวกับความรักของพวกเขา โดยการส่งการ์ดวาเลนไทน์ ซึ่งโดยมากจะไม่ระบุชื่อ วันนี้เริ่มเกี่ยวข้องกับความรักแบบชู้สาวในช่วงยุค High Middle Ages เรื่องของ วันวาเลนไทน์ นี้ มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 3 ณ กรุงโรม หรืออาณาจักรโรมัน ในยุคของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง (Claudius II) โดยที่จักรพรรดิพระองค์นี้ มีนิสัยชอบกดขี่ข่มเหงผู้อื่น เขาได้สั่งให้ชาวโรมันทุกคน สักการะนับถือพระเจ้า 12 องค์ โดยผู้ที่ขัดขืนคำสั่งจะถูกทำโทษ รวมทั้งห้ามยุ่งเกี่ยวกับพวกคริสเตียนด้วย แต่นักบุณวาเลนตินุส (Valentinus) - valentine มีความเลื่อมใส ศรัทธาต่อพระคริสต์มาก เขาได้กล่าวไว้ว่า แม้กระทั่งความตายก็ไม่สามารถ เปลี่ยนความคิดของเขาได้ เขาจึงได้ถูกขังคุก
ช่วงอาทิตย์สุดท้ายในชีวิตของเขานั้นได้ มีสิ่งแปลกประหลาดเกิดขึ้น ขณะที่เขาถูกคุมขังอยู่นั้น ผู้คุมขังได้ขอให้วาเลนตินุส สอนลูกสาวเขาซึ่งตาบอดด้วย จูเลียเป็นคนสวยแต่น่าเสียดายที่เธอตาบอดตั้งแต่แรกเกิด วาเลนตินุสได้เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ต่าง ๆ สอนเลข และเล่าเรื่องพระเจ้าให้เธอฟัง จูเลีย สามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ได้ โดยคำบอกเล่าของ วาเลนตินุส เธอเชื่อใจเขาและเธอมีความสุขมากเมื่ออยู่กับเขา
วันหนึ่งจูเลียถามวาเลนตินุสว่า “ถ้าเราอธิษฐาน พระผู้เป็นเจ้าจะได้ยินเราไหม” เขาตอบ “พระองค์เจ้า จะได้ยินเราแน่นอน ท่านได้ยินเราทุกคน” จูเลียกล่าว “ท่านทราบหรือไม่ว่า ข้าอธิษฐานขออะไรทุก ๆ เช้า ทุก ๆ เย็น...ข้าหวังว่า ข้าจะได้มองเห็นโลก เห็น ทุก ๆ อย่างที่ท่านเล่าให้ข้าฟัง” วาเลนตินุสจึงบอก “พระเจ้ามอบแต่สิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ทุกคน เพียงแค่เรามีความเชื่อมั่นในพระองค์ท่าน เท่านั้นเอง”
จูเลีย ผู้ซึ่งมีความเชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้าจึงได้คุกเข่า กุมมืออธิษฐานพร้อมกับวาเลนตินุส และในขณะนั้นเอง ก็ได้มีแสงสว่างลอดเข้ามาในคุก และสิ่งมหัศจรรย์ก็ได้เกิดขึ้น จูเลียค่อย ๆ ลืมตา แล้วเธอก็มองเห็น เขาและเธอจึงกล่าวขอบคุณต่อพระเจ้า และเรื่องมหัศจรรย์เรื่องนี้ ได้แพร่หลายไปทั่วราชอาณาจักร
ในคืนก่อนที่วาเลนตินุสจะสิ้นชีวิต โดยการถูกตัดศีรษะเขาได้ส่งจดหมายฉบับสุดท้ายถึงจูเลีย โดยลงท้ายว่า - From Your Valentine - เขาสิ้นชีพในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หลังจากนั้น ศพของเขาได้ถูกเก็บไว้ที่โบสถ์พราซีเดส (Praxedes) ณ กรุงโรม จูเลียได้ปลูกต้นอามันต์ หรืออัลมอลต์สีชมพู ไว้ใกล้หลุมศพของวาเลนตินุส แต่ผู้เป็นที่รักของเธอ โดยในทุกวันนี้ ต้นอามันต์สีชมพูได้เป็นตัวแทนแห่งรักนิรันดร์และมิตรภาพอันสวยงาม
วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555
วันเด็กแห่งชาติ ปี 2555
คำขวัญวันเด็กปี 2555
สามัคคี มีความรู้คู่ปัญญา คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
เมื่อผ่านพ้นเทศกาลเฉลิมฉลองในช่วงปีใหม่ ก็ถึงคิวของวันมหัศจรรย์ของเด็ก ๆ นั่นคือ "วันเด็กแห่งชาติ" ที่ถูกกำหนดให้ตรงกับวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคมของทุกปี ดังนั้น วันนี้กระปุกดอทคอม จึงไม่พลาดที่จะนำเรื่องราวความเป็นมาของวันสำคัญวันนี้มาฝากกันค่ะ
วันเด็กแห่งชาติ มีต้นกำเนิดมาจากการที่องค์การสหประชาชาติทั่วโลกเกิดความตื่นตัว และเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะให้ความสำคัญแก่เด็ก ๆ โดยในปี พ.ศ. 2498 นายวี เอ็ม กุล ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิการเด็กระหว่างประเทศ ได้เป็นผู้เสนอต่อกรมประชาสงเคราะห์ ให้มีการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้เห็นความสำคัญ และความต้องการของเด็ก รวมถึงเพื่อเป็นการกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตนในประเทศ โดยปลูกฝังให้เด็กมีส่วนร่วมในสังคม เตรียมพร้อมให้ตนเองเป็นกำลังของชาติ
ทั้งนี้ การขานรับกับการจัดงานวันเด็กแห่งชาติได้เป็นไปอย่างกว้างขวาง ในปีเดียวกันนั้นเองทั่วโลกไม่น้อยกว่า 40 ประเทศ จัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติของตนขึ้น โดยได้มีการกำหนดว่าจะถือเอาวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปี เป็นวันเด็กแห่งชาติ
สำหรับประเทศไทย ได้ตอบรับข้อเสนอของนายวี เอ็ม กุลกานี ซึ่งบอกผ่านมาทางกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทยว่า ไทยควรจัดงานเฉลิมฉลองวันเด็กแห่งชาติ รัฐบาลจึงได้จัดให้มีคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ขึ้นมาคณะหนึ่ง ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และเอกชน กำหนดให้มีการฉลองวันเด็กแห่งชาติทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จุดประสงค์เพื่อให้เด็กทั่วประเทศทั้งในระบบโรงเรียน และนอกระบบโรงเรียน ได้รู้ถึงความสำคัญของตน เกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ระเบียบวินัย ที่มีต่อตนเองและสังคม มีความยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
อย่างไรก็ตาม งานวันเด็กแห่งชาติครั้งแรกของประเทศไทย จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2498 จากนั้นเป็นต้นมา ราชการได้กำหนดวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปี เป็นวันเด็กแห่งชาติ โดยจัดต่อเนื่องกันมาจนถึงปี 2506 ที่ประชุมคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติในปีนั้น ได้มีความเห็นพ้องต้องกันว่า สมควรที่จะเสนอเปลี่ยนวันจัดงานวันเด็กแห่งชาติเสียใหม่ ด้วยเหตุผลว่า เดือนตุลาคมสำหรับประเทศไทย เป็นเดือนที่ยังอยู่ในฤดูฝน มีฝนตกมาก เด็ก ๆ ไม่สะดวกในการเดินทางมาร่วมงาน นอกจากนี้วันจันทร์เป็นวันปฏิบัติงานของผู้ปกครอง จึงไม่สามารถพาเด็กของตนไปร่วมงานได้
ด้วยเหตุนี้ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบ ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2507 ว่า ควรจะเปลี่ยนเป็นวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม ที่มีความเหมาะสมและสะดวกมากกว่า ตามที่คณะกรรมการจัดงานวัดเด็กแห่งชาติเสนอมา ส่งผลให้ในปี 2507 ไม่มีงานวันเด็กแห่งชาติด้วยการประกาศเปลี่ยนได้เลยวันมาแล้ว งานวันเด็กแห่งชาติจึงเริ่มจัดขึ้นใหม่อีกครั้งในปี 2508 เรื่อยมาถึงปัจจุบัน
สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ที่รัฐบาลไทยกำหนดไว้ คือ เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของเด็ก สนใจในการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนเด็ก และช่วยเหลือสงเคราะห์เด็กเป็นพิเศษ เพื่อให้เด็กและและเยาวชนยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพื่อให้เด็กรู้จักหน้าที่ของตนและอยู่ในระเบียบวินัยอันดี และเพื่อเผยแพร่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของเด็ก
นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่า ทุก ๆ ปี ในวันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะพระราชทานพระบรมราโชวาท สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงโปรดประทานพระคติธรรม และ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีจะมอบคำขวัญวันเด็ก แสดงให้เห็นว่าเด็กเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุดของชาติ เราจึงได้ยินคำพูดอยู่บ่อย ๆ ว่า "เด็กคืออนาคตของชาติ เด็กฉลาด ชาติเจริญ"
วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
